สัญญาลีสซิ่ง คือการเช่าทรัพย์สินที่เมื่อครบสัญญาเช่า ผู้เช่ามีสิทธิ์เลือกซื้อทรัพย์สินในราคาที่ตกลงกันไว้ ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่า หรือเป็นการต่ออายุสัญญา ซึ่งในที่นี้เราจะมาพูดถึงลักษณะทั่วไป และความแตกต่างของสัญญาลีสซิ่ง สัญญาเช่า และสัญญาเช่าซื้อกันค่ะ
ลักษณะทั่วไป
มีลักษณะการทำสัญญาเช่นเดียวกับการเช่าซื้อแต่เมื่อผ่อนชำระหมดแล้วสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อต่อสัญญาเช่าหรือส่งคืนทรัพย์ให้แก่ผู้เช่า ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะ แต่ศาลจะใช้บทบัญญัติลักษณะเช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาเทียบเคียง มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ทรัพย์สินในระยะยาว และทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่ให้เช่าจะเป็นเครื่องจักร คอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้สำนักงาน
ประเภทของสัญญาลีสซิ่ง มีดังนี้
1.การเช่าทางการเงินหรือทรัพย์สินประเภททุน : เป็นสัญญาที่ผู้ให้เช่าหรือบริษัทเงินทุนสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้เช่า โดยหาผู้จำหน่ายสินค้ามาให้ผู้เช่าเลือก และผู้ให้เช่าเป็นผู้ซื้อสินค้านั้นมาให้ผู้เช่าใช้ประโยชน์ตามระยะเวลาที่กำหนดโดยชำระค่าเช่าเป็นงวดๆ ซึ่งจะสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อทรัพย์สินนั้นหรือไม่ ถ้าหากซื้อต้องชำระราคาส่วนที่เหลือตามที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า
2.การเช่าดำเนินงาน : การเช่าลักษณะนี้ผู้ให้เช่าจะมีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ และผู้เช่าสามารถบอกเลิกสัญญาได้เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทรัพย์สินนั้นต่อไป
3.การเช่าแบบขายแล้วเช่าคืน :เป็นสัญญาที่เจ้าของขายทรัพย์สินให้กับบริษัทลีสซิ่ง โดยที่บริษัทลีสซิ่งชำระราคาแล้ว พร้อมกับนำทรัพย์สินนั้นให้ผู้ที่ขายได้ใช้ประโยชน์
ความแตกต่างของสัญญาลีสซิ่ง สัญญาเช่า และสัญญาเช่าซื้อ
สัญญาเช่า :คู่สัญญามุ่งที่จะใช้หรือให้ประโยชน์ทรัพย์สินในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กัน
สัญญาเช่าซื้อ :
· คู่สัญญามุ่งที่จะใช้หรือให้ประโยชน์ทรัพย์สินและต้องการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กัน
· ใช้บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
· โดยทั่วไปทำสัญญาตั้งแต่ 1-5 ปี
· ผู้เช่ามีหน้าที่เสีย VAT เมื่อถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด แม้ผู้ให้เช่าซื้อจะยังไม่ได้รับชำระเงินค่างวด
· ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
· ค่าใช้จ่ายที่นำไปหักภาษีได้ คือ ค่าเสื่อมราคารวมดอกเบี้ย
สัญญาสีสซิ่ง :
· คู่สัญญามุ่งที่จะใช้หรือให้ประโยชน์ทรัพย์สินในระยะเวลาหนึ่ง แต่ผู้เช่ามีสิทธิเลือกได้ว่าต้องการจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือไม่
· ไม่มีบทบัญญัติไว้โดยเฉพาะ
· เช่าระยะยาวทำสัญญาตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป
· เมื่อผู้ให้เช่าได้รับชำระเงินค่างวด ถ้ายังไม่ได้ชำระ ผู้เช่ายังไม่ต้องเสีย VAT
· หักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528
· ค่าใช้จ่ายที่นำไปหักภาษีได้ คือ ค่าเช่าเต็มจำนวน ยกเว้นรถยนต์นั่ง/รถยนต์ที่มี ที่นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง
ภาระภาษีสัญญาลีสซิ่ง แบ่งเป็นช่วงของสัญญาได้ดังนี้
1.ภาระภาษีสัญญาลีสซิ่ง (ช่วงที่เช่า) :ภาระภาษีของสัญญาลีสซิ่งหรือสัญญาเช่าทรัพย์สินแบบลีสซิ่งในช่วงที่เช่าหรือช่วงที่ชำระค่าเช่าเป็นงวดๆในทางภาษีอากรแล้วสัญญาลีสซิ่งในช่วงนี้จะมีภาระภาษีเหมือนกับสัญญาเช่าทรัพย์สินทั่วไป
2.ภาระภาษีสัญญาลีสซิ่ง (ช่วงที่ซื้อขาย) :ภาระภาษีของสัญญาลีสซิ่งหรือสัญญาเช่าทรัพย์สินแบบลีสซิ่งในช่วงที่ซื้อขาย ถ้าหากผู้เช่าลีสซิ่งเลือกที่จะซื้อทรัพย์สินนั้นโดยการชำระตามที่ระบุในสัญญา ในทางภาษีแล้วสัญญาลีสซิ่งในช่วงนี้จะเหมือนกับสัญญาซื้อขายทรัพย์สินทั่วไป
สัญญาเช่าลีสซิ่งเป็นสัญญาเช่าชนิดหนึ่งที่สามารถเลือกได้ว่าจะซื้อทรัพย์สินที่เช่านั้นหรือไม่ ซึ่งสัญญาลีสซิ่งนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการและนักบัญชีควรทำเข้าใจเพื่อประโยชน์ของกิจการเอง