สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญา 2 ฝ่าย ที่ฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ผู้อนุญาต และอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ได้รับอนุญาต โดยสิทธินั้นอาจจะเป็นการใช้งาน การใช้ประโยชน์ หรือข้อมูลใดๆ ไม่ว่าจะมีมูลค่าหรือไม่มีก็ตาม เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า เทคโนโลยี แฟรนไชน์ เป็นต้น และผู้ได้รับอนุญาตนั้นตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่เจ้าของสิทธิ์
ภาระภาษี
สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ เข้าลักษณะเป็นเงินได้ประเภทที่ 3 อยู่ในบังคับต้องเสียภาษี
สัญญาให้ใช้สิทธิสามารถแบ่งได้ดังนี้
1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล
กรณีนิติบุคคลเป็นเจ้าของสิทธิ ต้องนำเงินได้ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิมาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 20 ของเงินได้ ( รายได้ทางภาษี – รายจ่ายทางภาษี = กำไรสุทธิ )
ข้อควรระวัง หากให้ใช้สิทธิโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าหน้าที่อาจประเมินให้เป็นไปตามราคาตลาดได้ ซึ่งอาจทำให้เสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
กรณีนิติบุคคลเป็นผู้ขออนุญาตใช้สิทธิ โดยจะมีรายจ่ายอยู่ 2 ประเภทที่มีผลต่อภาษี ดังนี้
1) รายจ่ายที่จ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ ในลักษณะที่ระบุเป็นจำนวนไว้แน่นอนตายตัวในสัญญา เข้าลักษณะเป็นต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิ ถือเป็นรายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการลงทุน
- กรณีอนุญาตให้ใช้สิทธิไม่จำกัดระยะเวลา หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคารอบระยะเวลาบัญชีละไม่เกินร้อยละ 10
- กรณีอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยระบุเวลาไว้ หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคารอบระยะเวลาบัญชีละไม่เกินร้อยละ 100 หารด้วยปีอายุการใช้สิทธิ เช่น 100 / 5ปี = 20%
ข้อควรระวัง การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา กฎหมายกำหนดไว้ให้หักตามระยะเวลาที่ได้รับทรัพย์สินมาในแต่ละรอบบัญชี ในกรณีที่ไม่เต็ม 12 เดือน ต้องเฉลี่ยตามสัดส่วนสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
2) ค่าตอบแทนที่กำหนดจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปี ที่ไม่เข้าลักษณะเป็นต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิ เป็นการกำหนดจ่ายเป็นงวดๆ หากเป็นการจ่ายเพื่อหากำไรหรือกิจการโดยเฉพาะสามารถนำไปหักออกจากรายการคำนวณในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม
2. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
การหักค่าใช้จ่าย เงินได้จากสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (เงินได้ประเภทที่ 3) สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ
1) ค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 50 แต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท หรือหากได้รับเงินเกิน 200,000 บาทจะหักค่าใช้จ่ายได้ 100,000 บาท
2) หักค่าใช้จ่ายตามจริง ตามความจำเป็นและสมควร (ต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่าย)
ข้อควรระวัง หากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง แล้วหลักฐานที่นำมาพิสูจน์มีรายจ่ายที่สามารถหักได้น้อยกว่าแบบเหมา ผู้เสียภาษีจะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้เพียงเท่าที่มีหลักฐานเท่านั้น
การเสียภาษี ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินได้ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ต้องนำเงินได้มารวมคำนวณ ยื่นแบบภ.ง.ด.90 เพื่อเสียภาษีภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป
3. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ผู้จ่ายเงินได้ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ มีหน้าที่หักภาษีและนำส่งสรรพากรภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่มีการจ่ายเงินได้ ดังนี้
- กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดาซึ่งอยู่ในประเทศไทย
ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ร้อยละ 5 - 35 ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่จ่าย
- กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดาซึ่งไม่ได้อยู่ในประเทศไทย
ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ร้อยละ 15
- กรณีบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นจ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย
ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3
- กรณีบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นจ่ายให้มูลนิธิหรือสมาคม
ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 10
- กรณีบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย
ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 15
4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ถือเป็นการให้บริการ อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 หรือร้อยละ 0 แล้วแต่กรณี
5. อากรแสตมป์
สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิไม่ต้องติดอากรแสตมป์
สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ คือสัญญาที่เจ้าของสิทธิ์อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หรือแฟรนไชส์ โดยผู้ได้รับสิทธิต้องจ่ายค่าตอบแทน ซึ่งรายได้ดังกล่าวถือเป็น เงินได้ประเภทที่ 3 และมีภาระภาษีหลายประเภท เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องควรจัดการภาษีให้ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและความเสี่ยงทางภาษี.