20/07/2026
Tags: บัญชี

งบการเงินประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ งบกำไรขาดทุน งบแสดงฐานะการเงิน และงบกระแสเงินสด สำหรับเจ้าของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้เริ่มจากงบกำไรขาดทุนก่อน เพราะบอกได้ทันทีว่าธุรกิจทำกำไรหรือขาดทุน จากนั้นค่อยดูงบแสดงฐานะการเงินเพื่อเข้าใจสุขภาพการเงินโดยรวม และงบกระแสเงินสดเพื่อดูว่าเงินสดในธุรกิจเป็นอย่างไรค่ะ
ความจริงที่เจ้าของธุรกิจหลายคนไม่ยอมรับคือตัวเองไม่เคยอ่านงบการเงินของธุรกิจตัวเองเลยค่ะ บางคนได้รับงบการเงินจากสำนักงานบัญชีแล้วก็เซ็นผ่านโดยไม่ได้ดูว่าข้างในมีอะไร บางคนเปิดดูแล้วก็ปิดเพราะไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
ความรู้สึกนั้นเป็นเรื่องปกติมากค่ะ เพราะงบการเงินที่จัดทำอย่างเป็นทางการมีรายละเอียดเยอะและใช้ศัพท์เฉพาะที่ไม่คุ้นเคย แต่ความจริงคือเจ้าของธุรกิจไม่จำเป็นต้องอ่านทุกบรรทัดก็ได้ค่ะ แค่รู้ว่าต้องดูตัวเลขไหนและอ่านมันหมายความว่าอะไร ก็เพียงพอสำหรับการบริหารธุรกิจแล้วค่ะ
เริ่มจากงบกำไรขาดทุนก่อน
งบกำไรขาดทุนคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มอ่านงบการเงินค่ะ เพราะตอบคำถามพื้นฐานที่สุดว่าในช่วงเวลานั้นธุรกิจมีกำไรหรือขาดทุน
โครงสร้างของงบกำไรขาดทุนไม่ซับซ้อนค่ะ เริ่มจากรายได้ทั้งหมดของธุรกิจในช่วงเวลานั้น หักด้วยต้นทุนขายหรือต้นทุนบริการ ได้เป็นกำไรขั้นต้น จากนั้นหักด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าเช่า เงินเดือนพนักงาน และค่าใช้จ่ายทั่วไป สุดท้ายจะได้กำไรก่อนภาษี จากนั้นหักภาษีเงินได้ จึงเหลือเป็นกำไรสุทธิค่ะ
ตัวเลขที่เจ้าของธุรกิจควรดูในงบกำไรขาดทุนมีดังนี้ค่ะ
รายได้รวม บอกว่าธุรกิจมียอดขายหรือรายรับทั้งหมดเท่าไหร่ในช่วงเวลานั้น
กำไรขั้นต้น บอกว่าหลังหักต้นทุนโดยตรงแล้วเหลือเท่าไหร่ และสัดส่วนกำไรขั้นต้นต่อรายได้บอกว่าธุรกิจมีประสิทธิภาพในการสร้างกำไรจากการขายได้ดีแค่ไหน
กำไรสุทธิ คือตัวเลขสุดท้ายที่บอกว่าหลังหักค่าใช้จ่ายและภาษีทั้งหมดแล้วเหลือเท่าไหร่ ถ้าเป็นบวกคือกำไร ถ้าเป็นลบคือขาดทุนค่ะ
เมื่อเข้าใจงบกำไรขาดทุนแล้ว ขั้นต่อไปคือดูงบแสดงฐานะการเงินค่ะ งบนี้แสดงฐานะการเงินของกิจการ ณ วันที่ระบุในงบการเงิน ว่าธุรกิจมีอะไรอยู่บ้างและเป็นหนี้ใครอยู่เท่าไหร่
งบแสดงฐานะการเงินแบ่งออกเป็น 3 ส่วนค่ะ
สินทรัพย์ คือทุกอย่างที่ธุรกิจมีและควบคุม ทั้งสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เช่น อาคาร เครื่องจักร รถยนต์ค่ะ
หนี้สิน คือภาระที่ธุรกิจต้องชำระให้ผู้อื่น ทั้งหนี้สินระยะสั้น เช่น เจ้าหนี้การค้า ภาษีค้างจ่าย และหนี้สินระยะยาว เช่น เงินกู้ธนาคารค่ะ
ส่วนของผู้ถือหุ้น คือส่วนต่างระหว่างสินทรัพย์และหนี้สิน หรือพูดง่ายๆ คือมูลค่าสุทธิของธุรกิจค่ะ
ตัวเลขที่ควรสังเกตเป็นพิเศษคือสัดส่วนหนี้สินเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ค่ะ ถ้าหนี้สินเพิ่มขึ้นเร็วกว่าสินทรัพย์ นั่นเป็นสัญญาณที่ต้องระวัง
งบกระแสเงินสดคือส่วนที่เจ้าของธุรกิจมักมองข้ามมากที่สุดค่ะ แต่เป็นส่วนที่สำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะบอกว่าเงินสดจริงๆ ไหลเข้าและออกจากธุรกิจอย่างไรในช่วงเวลานั้น
ธุรกิจที่มีกำไรในงบกำไรขาดทุนแต่กระแสเงินสดติดลบยังคงเจอปัญหาเงินสดขาดมือได้ค่ะ เพราะกำไรในบัญชีอาจยังอยู่ในรูปของลูกหนี้ที่ยังไม่ได้รับชำระหรือสินค้าคงเหลือที่ยังขายไม่ออก
งบกระแสเงินสดแบ่งออกเป็น 3 ส่วนค่ะ
กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน บอกว่าการดำเนินธุรกิจปกติสร้างเงินสดได้หรือใช้เงินสดไป หากติดลบต่อเนื่อง ควรวิเคราะห์สาเหตุเพิ่มเติม เพราะอาจสะท้อนว่าธุรกิจใช้เงินสดจากการดำเนินงานมากกว่าที่สร้างได้ในช่วงเวลานั้นค่ะ
กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน บอกว่าธุรกิจซื้อหรือขายสินทรัพย์อะไรบ้าง
กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน บอกว่ามีการกู้เงิน ชำระหนี้ หรือเพิ่มทุนอะไรบ้างค่ะ
การอ่านงบการเงินแค่ปีเดียวให้ภาพที่จำกัดค่ะ สิ่งที่ทำให้การอ่านงบการเงินมีประโยชน์มากขึ้นคือการเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่น
เปรียบเทียบกับปีที่แล้ว รายได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง กำไรสุทธิเปลี่ยนไปอย่างไร
เปรียบเทียบสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ถ้าค่าใช้จ่ายเพิ่มเร็วกว่ารายได้ต้องหาสาเหตุค่ะ
ดูแนวโน้มของลูกหนี้การค้า ถ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยไม่สอดคล้องกับยอดขาย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกค้าชำระช้าลงค่ะ
วิธีที่เร็วที่สุดในการเริ่มเข้าใจงบการเงินของตัวเองคือขอให้สำนักงานบัญชีอธิบายให้ฟังทุกครั้งที่มีการส่งงบค่ะ ไม่ต้องกลัวว่าจะถามคำถามที่ดูไม่รู้เรื่อง เพราะนักบัญชีที่ดีพร้อมอธิบายให้เข้าใจเสมอ
Forward ออกแบบรายงานให้อ่านง่ายและเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานบัญชี พร้อมไฮไลท์ตัวเลขสำคัญที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ในแต่ละเดือน ทำให้ไม่ต้องรอให้ถึงปลายปีค่อยรู้ว่าธุรกิจเป็นอย่างไรค่ะ
งบการเงินไม่ซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิดค่ะ เริ่มจากงบกำไรขาดทุนเพื่อดูว่ากำไรหรือขาดทุน ต่อด้วยงบแสดงฐานะการเงินเพื่อดูสุขภาพการเงินโดยรวม และปิดท้ายด้วยงบกระแสเงินสดเพื่อดูว่าเงินจริงๆ ในธุรกิจเป็นอย่างไร เจ้าของธุรกิจที่อ่านงบการเงินเป็นจะตัดสินใจได้ดีกว่าและมองเห็นปัญหาได้ก่อนที่มันจะใหญ่เกินแก้ค่ะ
Q: ต้องอ่านงบการเงินทุกบรรทัดไหม?
A: ไม่จำเป็นค่ะ เจ้าของธุรกิจควรโฟกัสที่ตัวเลขสำคัญ เช่น รายได้รวม กำไรสุทธิ ยอดลูกหนี้ ยอดหนี้สิน และกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน ตัวเลขเหล่านี้เพียงพอสำหรับการประเมินสุขภาพธุรกิจเบื้องต้นค่ะ
Q: งบการเงินกับรายงานบัญชีรายเดือนต่างกันอย่างไร?
A: รายงานบัญชีรายเดือนเป็นข้อมูลระหว่างปีที่ใช้ติดตามสถานะการเงินในช่วงสั้นๆ ค่ะ ส่วนงบการเงินเป็นรายงานที่สรุปฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการ โดยสำหรับบริษัทที่กฎหมายกำหนด จะต้องได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ก่อนนำไปยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องค่ะ
Q: ถ้างบการเงินออกมาแล้วไม่เข้าใจตัวเลขบางตัว ควรทำอย่างไร?
A: ถามสำนักงานบัญชีได้เลยค่ะ ไม่มีอะไรต้องเขิน เพราะนักบัญชีที่ดีพร้อมอธิบายให้เสมอ และถ้าสำนักงานบัญชีที่ใช้อยู่ไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าควรมองหาสำนักงานบัญชีที่สื่อสารได้ดีกว่าค่ะ
Q: ควรเริ่มอ่านงบการเงินจากรายงานปีล่าสุดหรือปีเก่า?
A: เริ่มจากปีล่าสุดก่อนค่ะ เพื่อให้รู้สถานะปัจจุบันของธุรกิจ จากนั้นค่อยเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้าเพื่อดูแนวโน้ม การอ่านแค่ปีเดียวโดยไม่มีการเปรียบเทียบจะทำให้ได้ภาพที่ไม่ครบถ้วนค่ะ
ถ้าอยากให้งบการเงินอ่านง่ายและเข้าใจได้ทันที ปรึกษา Forward ได้เลยค่ะ ยินดีช่วยวางระบบรายงานให้เหมาะกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะค่ะ