บทความและข่าวสาร

5 จุดเสี่ยงที่ทำให้สรรพากรเพ่งเล็งธุรกิจคุณเป็นพิเศษในปี 2569

13/05/2026

Tags: บัญชี

icon

5 จุดเสี่ยงที่ทำให้สรรพากรเพ่งเล็งธุรกิจคุณเป็นพิเศษในปี 2569 และวิธีป้องกันก่อนโดนตรวจสอบย้อนหลัง

จุดเสี่ยงสำคัญที่ทำให้สรรพากรเพ่งเล็งธุรกิจในปี 2569 ได้แก่

1. ข้อมูลธุรกรรมลักษณะเฉพาะ (จำนวนครั้งและยอดเงินโอนเข้าบัญชี) ไม่สัมพันธ์กับภาษีที่ยื่น
2. การแจ้งผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องแต่ธุรกิจยังขยายตัว
3. อัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมเดียวกัน
4. การใช้รายจ่ายต้องห้ามหรือรายจ่ายที่ไม่มีเอกสารรองรับ และ
5. ข้อมูลจากระบบ e-Tax และ e-Withholding Tax ไม่ตรงกับแบบภาษีที่ยื่น การใช้บริการทำบัญชี ในระบบออนไลน์ที่มีมาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ด้วยการบันทึกข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ในทันทีค่ะ

เรากำลังอยู่ในปี 2569 ปีที่กรมสรรพากรไม่ได้ใช้วิธีสุ่มตรวจแบบเดิมๆ อีกต่อไปแล้วค่ะ แต่เป็นการเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงภาษีสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ระบบการจัดการข้อมูลของภาครัฐในปัจจุบันมีความฉลาดและเชื่อมโยงกันอย่างน่าตกใจ ตั้งแต่ข้อมูลบัญชีธนาคาร ข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคล ไปจนถึงข้อมูลการซื้อขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ

เจ้าของธุรกิจหลายคนยังคงมีความเข้าใจผิดว่าเราเป็นบริษัทเล็กๆ สรรพากรไม่สนใจหรอก หรือเราทำบัญชีแบบหลบๆ ซ่อนๆ มานานก็ไม่เห็นเป็นอะไร แต่ในความเป็นจริง ระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ของสรรพากรในปัจจุบันสามารถวิเคราะห์ความผิดปกติของตัวเลขได้ในเสี้ยววินาที และจะคัดกรองชื่อธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

การถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังไม่ใช่เรื่องสนุกค่ะ เพราะมันมักจะมาพร้อมกับเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าธรรมเนียมที่อาจสูงกว่ายอดภาษีเดิมหลายเท่าตัว บทความนี้ Forward จะพาไปสำรวจ 5 จุดเสี่ยงที่ทำให้ธุรกิจของคุณอาจกลายเป็นเป้าหมายในการถูกตรวจสอบ เพื่อให้คุณได้เตรียมตัวป้องกันและจัดระเบียบหลังบ้านให้แข็งแกร่งตั้งแต่วันนี้ค่ะ

จุดเสี่ยงที่ 1: ข้อมูลธนาคารไม่สัมพันธ์กับแบบภาษีที่ยื่น

นี่คือจุดที่ทำให้เจ้าของธุรกิจตกม้าตายมากที่สุดนับตั้งแต่กฎหมายรายงานธุรกรรมลักษณะเฉพาะเริ่มมีความเข้มข้นขึ้นค่ะ

อย่างที่ทราบกันว่าธนาคารต้องส่งข้อมูลบัญชีที่มีการรับโอนเงินเกิน 3,000 ครั้งต่อปี หรือ 400 ครั้งและยอดรวมเกิน 2 ล้านบาทต่อปี ให้กับสรรพากร สิ่งที่ AI สรรพากรจะทำคือการนำข้อมูลเหล่านี้มาตรวจสอบไขว้กับแบบภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีเงินได้ที่คุณยื่นไป

หากในบัญชีธนาคารมีเงินไหลเข้าสะสมรวม 10 ล้านบาท แต่คุณยื่นรายได้ภาษีไว้เพียง 2 ล้านบาท โดยไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ระบบจะเด้งชื่อคุณขึ้นมาเป็นกลุ่มเสี่ยงทันทีค่ะ การใช้บัญชีส่วนตัวรับเงินบริษัทจึงเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดในยุคนี้ การย้ายมาใช้บัญชีบริษัทและมีระบบบัญชีออนไลน์ที่กระทบยอดธนาคารให้ตรงกันทุกรายการจึงเป็นทางออกที่ปลอดภัยที่สุด

จุดเสี่ยงที่ 2: แจ้งขาดทุนต่อเนื่องแต่ธุรกิจยังเดินหน้าต่อ

ในมุมมองของสรรพากร ธุรกิจคือการทำเพื่อหวังผลกำไรค่ะ หากบริษัทของคุณแจ้งงบการเงินว่าขาดทุนติดต่อกัน 3 ถึง 5 ปี แต่ในทางกลับกัน กรรมการยังมีเงินซื้อรถใหม่ บริษัทมีการขยายสาขา หรือมีการกู้ยืมเงินจำนวนมากโดยไม่มีที่มาที่ไปที่ชัดเจน

สรรพากรจะตั้งสมมติฐานทันทีว่าคุณอาจมีการซ่อนรายได้หรือสร้างรายจ่ายเท็จขึ้นมาเพื่อทำให้กำไรสุทธิต่ำลง การทำบัญชีแบบโปร่งใสผ่านระบบของ Forward จะช่วยให้คุณเห็นผลประกอบการที่แท้จริง และหากขาดทุนจริงเพราะการลงทุน เราจะมีหลักฐานเอกสารที่ชัดเจนเพื่ออธิบายเหตุผลทางธุรกิจได้อย่างเป็นมืออาชีพค่ะ

จุดเสี่ยงที่ 3: อัตรากำไรขั้นต้นต่ำผิดปกติ

สรรพากรมีฐานข้อมูลที่เรียกว่ารหัสมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งจะบอกว่าธุรกิจประเภทที่คุณทำอยู่ ควรจะมีกำไรขั้นต้นประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ เช่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาจจะมีกำไร 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ หรือธุรกิจซื้อมาขายไปอาจจะอยู่ที่ 25 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์

หากคุณยื่นงบการเงินที่มีกำไรขั้นต้นเพียง 2 ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เพื่อนร่วมอุตสาหกรรมคนอื่นได้สูงกว่านั้นมาก สรรพากรจะมองว่าคุณอาจจะลงต้นทุนสินค้าสูงเกินจริง หรือไม่ได้บันทึกรายได้ครบถ้วน การมีระบบบัญชีที่แยกต้นทุนและค่าใช้จ่ายชัดเจน จะช่วยให้คุณวิเคราะห์ได้ว่ากำไรที่ต่ำนั้นเกิดจากปัญหาหน้างานจริงหรือเกิดจากความผิดพลาดในการบันทึกบัญชีค่ะ

จุดเสี่ยงที่ 4: การใช้รายจ่ายต้องห้าม หรือรายจ่ายที่ไม่มีหลักฐาน

หลายบริษัทพยายามลดภาษีด้วยการนำรายจ่ายส่วนตัวของกรรมการมาใส่เป็นรายจ่ายบริษัท เช่น ค่าน้ำมันรถที่ไม่ได้ใช้ในกิจการ ค่าอาหารที่ไม่มีใบรับรอง หรือการซื้อบิลเงินสดที่ไม่มีตัวตนจริงมาลงบัญชี

ปัจจุบันสรรพากรเข้มงวดกับเรื่องเอกสารประกอบการลงบัญชีมากค่ะ หากคุณจ่ายเงินไปแต่ไม่มีใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง หรือไม่มีใบสำคัญรับเงินที่ระบุตัวตนผู้รับได้ชัดเจน รายจ่ายเหล่านั้นจะถูกมองว่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม และจะถูกบวกกลับเพื่อเสียภาษีทันที การใช้ระบบออนไลน์ของ Forward ที่บังคับให้เก็บรูปถ่ายหลักฐานทุกครั้งที่มีการจ่ายเงิน จะช่วยคัดกรองรายจ่ายที่เสี่ยงออกไป และทำให้รายจ่ายที่เหลืออยู่เป็นเกราะป้องกันทางภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมายค่ะ

จุดเสี่ยงที่ 5: ข้อมูลจากระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ไม่ตรงกับแบบที่ยื่น

ในปี 2569 ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นมาตรฐานใหม่ ข้อมูลการซื้อขายระหว่างคุณกับคู่ค้าจะถูกส่งเข้าสู่ระบบของสรรพากรแบบปัจจุบันทันที

หากบริษัทคู่ค้าของคุณยื่นรายจ่ายที่จ่ายให้คุณผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่คุณกลับไม่ได้แจ้งรายได้นั้นในฝั่งของคุณ ระบบจะตรวจพบความขัดแย้งของข้อมูลทันที ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยจากการทำบัญชีด้วยมือนั้นแทบจะไม่มีที่ยืนอีกต่อไป การใช้ระบบบัญชีออนไลน์ที่เชื่อมโยงข้อมูลโดยตรงจะช่วยลดความผิดพลาดจากคนและทำให้ข้อมูลของคุณตรงกับระบบของสรรพากรเสมอค่ะ

การหนีภาษีในยุคดิจิทัล 2569 เป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ และมีราคาที่ต้องจ่ายแพงมากค่ะ วิธีที่ดีที่สุดในการบริหารธุรกิจให้ยั่งยืนคือการทำให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก เปลี่ยนจากการหาทางหลบเลี่ยง มาเป็นการวางแผนภาษีอย่างชาญฉลาดผ่านระบบบัญชีที่โปร่งใส

ที่ Forward เราไม่ได้แค่ทำบัญชีให้คุณส่งสรรพากรไปวันๆ แต่เราช่วยคุณอุดรูรั่วของความเสี่ยงทั้ง 5 จุดนี้ ด้วยเทคโนโลยีบัญชีออนไลน์ที่ทันสมัยและทีมงานที่คอยให้คำปรึกษา เมื่อบัญชีของคุณสะอาดและตรวจสอบได้ คุณจะมีความมั่นใจในการขยายธุรกิจโดยไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังอีกต่อไปค่ะ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความเสี่ยงทางภาษี

Q: ถ้าเคยทำบัญชีผิดพลาดในอดีต จะโดนตรวจสอบย้อนหลังแน่นอนไหม
A: ไม่เสมอไปค่ะ แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากความผิดพลาดนั้นมีมูลค่าสูงหรือทำต่อเนื่องมานาน แนะนำให้เริ่มปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่รอบปีปัจจุบัน และเก็บหลักฐานย้อนหลังไว้ให้ดีที่สุด การมีระบบบัญชีที่ดีเริ่มต้นใหม่ได้เสมอค่ะ

Q: การโดนสรรพากรเรียกตรวจ หมายถึงเราจะโดนปรับเสมอไปหรือเปล่า
A: ไม่ค่ะ การเรียกตรวจบางครั้งเป็นเพียงการขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อคำอธิบาย หากคุณมีระบบเอกสารที่ชัดเจน ตรวจสอบย้อนหลังได้ และอธิบายที่มาที่ไปของตัวเลขได้สมเหตุสมผล การตรวจสอบอาจจบลงโดยไม่มีค่าปรับใดๆ ค่ะ

Q: ระบบบัญชีออนไลน์ช่วยป้องกัน AI ของสรรพากรได้อย่างไร
A: ระบบจะช่วยคัดกรองความผิดปกติของตัวเลขก่อนที่คุณจะยื่นแบบภาษีค่ะ เช่น ยอดรวมในสมุดรายวันไม่ตรงกับธนาคาร หรือการลืมยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ทำให้คุณสามารถแก้ไขจุดบกพร่องได้ก่อนที่ข้อมูลจะถูกส่งเข้าสู่ระบบตรวจสอบของรัฐค่ะ

Q: ควรเก็บเอกสารบัญชีไว้นานแค่ไหนถึงจะปลอดภัย
A: ตามกฎหมายต้องเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปีค่ะ แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บไว้ 10 ปี เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในกรณีที่มีประเด็นเรื่องเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี การเก็บในรูปแบบดิจิทัลบนคลาวด์ของ Forward จะช่วยให้คุณเข้าถึงเอกสารเก่าได้ทันทีโดยไม่ต้องกลัวเอกสารสูญหายค่ะ

บทความและข่าวสาร

บทความทั้งหมด

“Forward บัญชียุคดิจิทัล ที่จะทำให้บัญชีเป็นเรื่องง่าย”

  • line
  • line