23/06/2026
Tags: งานทะเบียน

บริษัทที่จดทะเบียนนิติบุคคลในไทยมีภาระภาษีหลัก 3 ประเภทที่ต้องจัดการตั้งแต่เริ่มต้น ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หากมีรายรับถึงเกณฑ์ที่กำหนด แต่ละประเภทมีกำหนดยื่นและวิธีคำนวณที่แตกต่างกัน เจ้าของธุรกิจที่เข้าใจตั้งแต่ต้นจะวางแผนการเงินได้แม่นยำกว่าและลดความเสี่ยงยื่นพลาดได้มากค่ะ
ช่วงแรกของการเปิดบริษัท เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่โฟกัสอยู่กับการหาลูกค้า บริหารทีม และพัฒนาสินค้า เรื่องภาษีมักถูกมองข้ามหรือคิดว่าค่อยเรียนรู้ทีหลังก็ได้
แต่ในความเป็นจริง เมื่อจดทะเบียนบริษัทแล้ว บริษัทจะเริ่มมีหน้าที่ทางภาษีตามลักษณะการดำเนินธุรกิจ โดยภาษีแต่ละประเภทมีเงื่อนไขและกำหนดยื่นแตกต่างกัน การรู้ช้าอาจหมายถึงค่าปรับที่สะสมโดยไม่รู้ตัวค่ะ
ภาษีเงินได้นิติบุคคลคือภาษีที่คำนวณจากกำไรสุทธิทางภาษีของบริษัทในแต่ละรอบบัญชี อัตราภาษีปัจจุบันอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ แต่บริษัทขนาดเล็กที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี อาจได้รับอัตราภาษีที่ลดหลั่นตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดค่ะ
กำหนดการยื่นมีสองครั้งต่อปี ได้แก่
ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันครบ 6 เดือนของรอบบัญชี เป็นการประมาณการกำไรครึ่งปีเพื่อชำระภาษีล่วงหน้า
ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี เป็นการยื่นจริงพร้อมงบการเงินที่ CPA รับรองแล้ว
สิ่งที่เจ้าของธุรกิจมักเข้าใจผิดคือคิดว่าถ้าปีนั้นขาดทุนก็ไม่ต้องยื่น ความจริงคือต้องยื่นทุกปีไม่ว่าจะมีกำไรหรือไม่ค่ะ
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคือภาษีที่บริษัทมีหน้าที่หักจากเงินที่จ่ายให้ผู้รับในบางกรณี แล้วนำส่งกรมสรรพากรแทนผู้รับเงินค่ะ
กรณีที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายที่พบบ่อยในธุรกิจทั่วไป ได้แก่
การจ่ายเงินเดือนพนักงาน หักตามอัตราที่คำนวณจากเงินได้สุทธิของแต่ละคน
การจ้างบุคคลธรรมดาทำงานหรือให้บริการ อาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด เช่น ค่าบริการบางประเภทอาจหัก 3%
การจ่ายค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ หักในอัตรา 5%
การจ่ายค่าบริการวิชาชีพ เช่น ค่าทนาย ค่าสถาปนิก หักตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
กำหนดนำส่งคือภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป หรือวันที่ 15 หากยื่นผ่านระบบออนไลน์ค่ะ ภาษีประเภทนี้ต้องดูแลทุกเดือนและมีค่าปรับหากนำส่งช้าแม้เพียงวันเดียวค่ะ
VAT ไม่ใช่ภาษีที่ทุกบริษัทต้องจัดการตั้งแต่วันแรกเสมอไปค่ะ แต่เมื่อมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี บริษัทมีหน้าที่จดทะเบียน VAT และเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% จากลูกค้าเพื่อนำส่งกรมสรรพากรค่ะ
กระบวนการทำงานของ VAT มีสองส่วนหลัก ได้แก่
ภาษีขาย VAT ที่เรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือบริการ
ภาษีซื้อ VAT ที่บริษัทจ่ายให้ซัพพลายเออร์เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการ
ทุกเดือนบริษัทต้องนำภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ หากภาษีขายมากกว่าก็นำส่งส่วนต่างให้กรมสรรพากร หากภาษีซื้อมากกว่าก็มีสิทธิขอคืนหรือเครดิตไว้ใช้เดือนถัดไปได้ค่ะ
กำหนดยื่นแบบ ภ.พ.30 คือภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หรือวันที่ 23 หากยื่นผ่านระบบออนไลน์ค่ะ
นอกจากภาษีหลัก 3 ประเภทข้างต้น ยังมีภาษีและเงินนำส่งที่เจ้าของธุรกิจมักลืมจัดการในช่วงแรกค่ะ
เงินสมทบประกันสังคม ไม่ใช่ภาษีโดยตรง แต่บริษัทที่มีพนักงานต้องนำส่งเงินสมทบทุกเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
ภาษีป้าย สำหรับธุรกิจที่มีป้ายชื่อร้านหรือป้ายโฆษณา ต้องยื่นแบบและชำระภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กรณีบริษัทเป็นเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษีค่ะ
วางแผนภาษีให้ดีตั้งแต่ต้น ดีกว่าแก้ทีหลัง
สิ่งที่แยกธุรกิจที่บริหารได้ราบรื่นออกจากธุรกิจที่ปวดหัวเรื่องภาษีคือการวางระบบตั้งแต่วันแรกค่ะ ธุรกิจที่มีสำนักงานบัญชีดูแลตั้งแต่เริ่มต้นมักไม่เคยพลาดกำหนดยื่น เพราะมีคนคอยติดตามและแจ้งเตือนให้ตลอด
ในขณะที่ธุรกิจที่เริ่มจัดการภาษีเองแล้วค่อยจ้างสำนักงานบัญชีทีหลัง มักพบว่ามีเอกสารที่ขาดหาย บัญชีที่ต้องแก้ย้อนหลัง และค่าปรับที่สะสมมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อเทียบกันแล้ว ค่าใช้จ่ายในการวางระบบตั้งแต่แรกจึงคุ้มค่ากว่ามากค่ะ
Forward ออกแบบบริการให้ครอบคลุมภาษีทุกประเภทที่ธุรกิจต้องจัดการ พร้อมระบบแจ้งเตือนกำหนดการล่วงหน้าและรายงานที่เจ้าของธุรกิจเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานบัญชีค่ะ
บริษัทที่จดทะเบียนในไทยต้องจัดการภาษีหลักอย่างน้อย 3 ประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และ VAT หากรายรับถึงเกณฑ์ แต่ละประเภทมีกำหนดยื่นที่แตกต่างกันและมีค่าปรับหากพลาด การเข้าใจภาพรวมตั้งแต่ต้นและมีระบบที่ดีรองรับคือสิ่งที่ทำให้เจ้าของธุรกิจบริหารได้อย่างมั่นใจค่ะ
Q: เพิ่งเปิดบริษัทยังไม่มีรายได้เลย ต้องยื่นภาษีไหม?
A: ต้องยื่นบางประเภทค่ะ เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากมีการจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้าง และต้องยื่น ภ.ง.ด.50 ปลายปีแม้จะขาดทุนก็ตาม ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อให้ครบถ้วนค่ะ
Q: ถ้าไม่จด VAT จะเสียเปรียบไหม?
A: ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจค่ะ ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่จด VAT การไม่จด VAT อาจทำให้ดูน่าเชื่อถือน้อยกว่า แต่ถ้ารายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการยังไม่ถึงเกณฑ์ก็ยังไม่มีหน้าที่จดค่ะ
Q: ยื่นภาษีช้าโทษหนักแค่ไหน?
A: มีทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มค่ะ โดยเงินเพิ่มคิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระ ยิ่งช้านานยิ่งสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ
Q: สำนักงานบัญชีจัดการภาษีทุกประเภทให้ได้ไหม?
A: ได้ค่ะ แต่ขึ้นอยู่กับขอบเขตบริการที่ตกลงกันไว้ สำนักงานบัญชีที่ดีจะดูแลครบตั้งแต่ภาษีรายเดือนไปจนถึงปิดงบปลายปี ควรตรวจสอบในสัญญาให้ชัดเจนก่อนเสมอค่ะ
ถ้าอยากให้ธุรกิจมีระบบภาษีที่ครบถ้วนและไม่พลาดกำหนด ปรึกษา Forward ได้เลยค่ะ ยินดีช่วยวางระบบให้เหมาะกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะค่ะ